Bangpakok Hospital

ทำไม? ผู้หญิงควรได้รับการตรวจภายใน

20 ต.ค. 2569

การตรวจภายในสำคัญสำหรับผู้หญิง
   เมื่อเอ่ยถึงการตรวจภายใน ผู้หญิงหลายคนยังรู้สึกเขินอายอยู่ สาวโสดที่ยังไม่ได้แต่งงานบางคนอาจกลัวเจ็บหรือกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่ออวัยวะบางส่วน บ้างก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นหากไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจ ในปัจจุบันการตรวจภายในสำหรับสตรีมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมากทั้งทางด้านเทคนิคและวิธีการ เช่น วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ได้มีการพัฒนาวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่เรียกว่าเอชพีวี ดีเอ็นเอ (HPV DNA Test) ซึ่งสามารถระบุลงลึกถึงสายพันธุ์ของเชื้อเอชพีวีที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกได้อย่างแม่นยำ จนเป็นที่ยอมรับในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียและยุโรป นับว่าเป็นข่าวดีของผู้หญิงทุกคน เพราะวิธีการนี้นอกจากมีความไวในการตรวจเจอโรคเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ยังสามารถเว้นการตรวจซ้ำได้ถึง 3 ปี
ทำไมถึงต้องตรวจภายใน
   การตรวจภายในเป็นการตรวจพื้นฐานของสูตินรีแพทย์ เรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการคัดกรองความผิดปกติและช่วยวินิจฉัยโรค สาเหตุที่เราใช้การตรวจวิธีอื่น เช่น การคลำเฉพาะหน้าท้องแทนการตรวจภายในไม่ได้ก็เพราะว่า เรามีส่วนที่เป็นช่องคลอด และปากมดลูกที่ต้องอาศัยการมองด้วยตา ส่วนมดลูกและปีกมดลูกนั้นสามารถตรวจหาความผิดปกติได้ดีกว่าด้วยการคลำจากทั้งช่องคลอดและหน้าท้องพร้อมๆ กัน
   ดังนั้น หากไม่ตรวจภายใน เราก็อาจไม่ทราบว่าเรามีรอยโรคที่ช่องคลอดและปากมดลูกที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหรือไม่ หรือเรามีก้อนที่มดลูกและรังไข่ที่ไม่สามารถตรวจได้จากหน้าท้องหรือเปล่า
การตรวจภายในมีประโยชน์อย่างไร
   การตรวจภายในเป็นการตรวจหาความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์เพศหญิงที่ทั้งมีอาการและไม่มีอาการ โดยแพทย์จะตรวจตั้งแต่มดลูก รังไข่ ท่อรังไข่และช่องคลอด ซึ่งนอกจากช่วยคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแล้ว แพทย์ยังสามารถตรวจพบอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกช่องคลอด มดลูก และรังไข่ ที่พบโรคบางอย่างของสตรีที่ไม่มีอาการ เช่น ซีสหรือเนื้องอก ทำให้สามารถป้องกันการลุกลามของโรคหรือทำการรักษาได้ทันท่วงที นอกจากนี้อาการทั่วไปที่ผู้หญิงมักคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เช่น อาการปวดประจำเดือน อาจเป็นเรื่องที่ผิดปกติได้ จึงควรมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจภายในเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
เมื่อไรที่ควรมาตรวจภายใน
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว : แนะนำให้เริ่มตรวจภายในหลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก 3 ปี หรือเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ : แนะนำให้เริ่มตรวจภายในเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป (หรือตามคำแนะนำของสูตินรีแพทย์)
  • ความถี่ในการตรวจ : โดยทั่วไปควรตรวจสุขภาพภายในทุกปี หรือตามความถี่ที่แพทย์กำหนด
ควรเตรียมตัวก่อนการตรวจภายในอย่างไร
เพื่อให้การตรวจภายในมีประสิทธิภาพมากที่สุด ควรเตรียมตัวก่อนตรวจภายในดังนี้
  • หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอดหรือใช้ยาเหน็บทางช่องคลอดก่อนการตรวจภายใน 2 วัน (หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์)
  • หลีกเลี่ยงการตรวจภายในระหว่างการมีประจำเดือน นอกจากว่าประจำเดือนมาผิดปกติ เช่น มานานกว่าปกติ ควรมาพบแพทย์โดยไม่ต้องรอให้ประจำเดือนหยุดก่อน
  • สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องตกขาว ไม่จำเป็นต้องชำระล้างให้เกลี้ยงเกลาเพื่อให้แพทย์เห็นปริมาณของตกขาวและตรวจหาเชื้อได้
  • สำรวจและทำการจดบันทึก วัน เวลา ที่ประจำเดือนมา รวมถึงระยะการมีประจำเดือนให้แม่นยำ อย่างน้อยย้อยหลัง 2 – 3 เดือน หรือถ้าเป็นไปได้ย้อนหลังไปอีก 2 เดือน
ขั้นตอนในการตรวจภายใน
  • คนไข้เปลี่ยนชุดเป็นผ้านุ่งที่เตรียมไว้ให้ และถอดกางเกงชั้นในทั้งหมด ระหว่างนี้คนไข้สามารถปัสสาวะได้
  • พยาบาลจะแนะนำให้ขึ้นนอนบนเตียงที่มีขาหยั่ง โดยเริ่มจากการหันหลังเข้าหาเตียง นั่งลงที่เตียงและเอนตัวนอน จากนั้นพาดขาทั้ง 2 ข้างบนขาหยั่ง แล้วค่อยๆขยับก้นลงมาจนชิดขอบเตียงด้านล่าง พร้อมกับดึงผ้านุ่งขึ้นไปให้พ้นบริเวณที่จะตรวจ
  • แพทย์จะเช็ดทำความสะอาดอวัยวะเพศภายนอก มองและคลำบริเวณอวัยวะเพศภายนอกเพื่อหาความผิดปกติ
  • แพทย์จะใส่อุปกรณ์ถ่างขยายช่องคลอดที่เรียกว่า speculum ซึ่งมีลักษณะคล้ายปากเป็ด ใช้สำหรับตรวจหาความผิดปกติของช่องคลอดและปากมดลูก ในขั้นตอนนี้อาจมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกร่วมด้วย
  • หลังจากนำอุปกรณ์ถ่ายขยายช่องคลอดออก แพทย์จะใช้นิ้วมือใส่เข้าไปในช่องคลอดร่วมกับกดหน้าท้องทีละตำแหน่ง เพื่อตรวจมดลูก ปีกมดลูก และอุ้งเชิงกราน
 
   เพื่อสุขภาพที่ดีและป้องกันโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้น ผุ้หญิงทุกคนควรดูแลสุขอนามัย มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย รวมถึงสำรวจตัวเองอย่างสม่ำเสมอและมาพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจภายในเป็นประจำทุกปีควบคู่กันไป
 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการนัดหมายแพทย์ เพื่อทำการปรึกษา
โทร. 0-2109-1111 , 0-2109-2222
Go to top
Copyright © 2015 Bangpakok Hospital All rights reserved.